คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น
ข้อ 1. คดีนี้ศาลมีเขตอำนาจและมีสิทธิรับฟังโจทก์ในวันที่ 1 มกราคม 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา
ข้อ 2. คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 จำเลยกู้เงินโจทก์ไปจำนวน 20,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยภายในวันที่ 1 มกราคม 2568 จำเลยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดสัญญาไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามกำหนด
จำเลยให้การยอมรับว่ากู้ยืมเงินจากโจทก์ไปตามฟ้องจริง แต่ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว
ข้อ 3. จากคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยดังกล่าวยังคงมีประเด็นข้อพิพาทในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้วหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องให้การดังกล่าวรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปจริงตามฟ้อง จำเลยให้การว่าได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นมาไถ่ถอนคืนไปแล้วหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้ว
เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การที่โจทก์และจำเลยรับกันนั้น เพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีว่าจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อกฎหมายเป็นสาระสำคัญในคดี หากวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้วศาลต้องพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ซึ่งจะเป็นผลแก่โจทก์และจะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
โจทก์จึงขอทราบต่อศาลที่เคารพ ได้โปรดมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นก่อนการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ต่อไปด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
ลงชื่อ ดรณ์ ลดาวัลย์บุตร ทนายความโจทก์
คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้านายดรณ์ ลดาวัลย์บุตร ทนายความโจทก์ เป็นผู้เรียงและพิมพ์
ลงชื่อ ดรณ์ ลดาวัลย์บุตร ผู้เรียงและพิมพ์
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 24 เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น
ถ้าศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้นหรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้
คำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247

